7 เทคนิคการเลือก Catering ให้เหมาะกับงานของคุณ

7 เทคนิคการเลือก Catering ให้เหมาะกับงานของคุณ

ธุรกิจ Catering นั้นเรียกได้ว่าเป็นอีกรูปแบบธุรกิจบริการที่มาแรงมาก เนื่องจากการเลี้ยงสำหรับโอกาสเฉลิมฉลองต่างๆ ในยุคปัจจุบันนั้นน้อยครั้งมากที่เจ้าภาพจะเป็นผู้เตรียมอาหารด้วยตัวเอง โดยเจ้าภาพส่วนมากจะเลือกใช้บริการจากผู้ให้บริการจัดเลี้ยงมากกว่า เนื่องจากมีความสะดวกสบาย มีคุณภาพ ประหยัดเวลา และควบคุมค่าใช้จ่ายได้ง่าย ซึ่งในบทความนี้จะมาแนะนำถึง 7 เทคนิคการเลือก Catering ให้เหมาะกับงานของคุณ

1. ทำความเข้าใจกับธุรกิจ Catering ก่อน

ธุรกิจ Catering นั้นเป็นธุรกิจบริการอีกหนึ่งรูปแบบที่ได้รับความนิยมมากในยุคปัจจุบัน เนื่องจากเป็นธุรกิจที่ช่วยให้ผู้ที่ต้องการจัดงานเลี้ยงนั้นได้รับความสะดวกสบายในการจัดงานมากยิ่งขึ้น เนื่องจากไม่จำเป็นที่จะต้องมากังวลในเรื่องของการเตรียมอาหาร การเก็บล้าง รวมไปถึงการเสิร์ฟอาหารให้กับผู้ที่มาร่วมงาน เพราะเรื่องต่างๆ เหล่านั้น Catering จะเป็นผู้จัดการให้อย่างเรียบร้อย 

โดยความหมายของการให้บริการ Catering นั้นคือการให้บริการที่เน้นทางด้านอาหาร และเครื่องดื่มในรูปแบบต่างๆ ตามที่ลูกค้าต้องการเป็นหลัก โดยจะเป็นการให้บริการนอกสถานที่ เรียกได้ว่า Catering คือธุรกิจที่เกิดขึ้นมาเพื่อตอบสนองความต้องการจัดเลี้ยงนอกสถานที่โดยเฉพาะ ซึ่งผู้ให้บริการนั้นอาจจะเป็นโรงแรม ร้านอาหาร หรือไม่เป็นก็ได้ 

ซึ่งการให้บริการ Catering นั้นมีหลากหลายรูปแบบ หลากหลายประเภทอาหาร ไม่ว่าจะเป็น การเลี้ยง Coffee Break รวมไปถึงการเลี้ยงอาหารในรูปแบบต่างๆ ที่ได้รับความนิยมอย่างเช่น ค็อกเทล บุฟเฟต์ โต๊ะจีน การเลี้ยงอาหารชุดแบบ Banquet หรือการเลี้ยงอาหารในรูปแบบอื่นๆ ตามแต่ความต้องการของลูกค้า

2. ประมาณจำนวนผู้ร่วมงาน 

จำนวนของผู้ที่จะมาร่วมงานนั้นเป็นตัวแปรที่สำคัญมากสำหรับการจัดเลี้ยงทุกประเภท เพราะถ้าเจ้าภาพมีกำหนดของจำนวนผู้ร่วมงานไว้ในใจก็จะสามารถวางแผนในด้านอื่นๆ ได้สะดวกมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการกำหนดสถานที่ หรือประเภทของการเลี้ยงอาหาร เมื่อเจ้าภาพประมาณจำนวนผู้ร่วมงานได้แล้วก็จะสามารถไปคุยกับผู้ให้บริการ Catering ในเรื่องรูปแบบของการจัดเลี้ยงภายในงาน รวมไปถึงเรื่องประเภทของอาหารได้นั่นเอง 

ซึ่งเมื่อรู้จำนวนของผู้ที่จะมาร่วมงานแล้ว ทางผู้ให้บริการ Catering ก็จะมีการนำเสนอรูปแบบการจัดเลี้ยงประเภทต่างๆ มาให้ทางเจ้าภาพเลือกตามความเหมาะสม ซึ่งถ้าเป็นการจัดเลี้ยงที่มีผู้เข้าร่วมงานเป็นจำนวนมากก็ควรเลือกรูปแบบการจัดเลี้ยงเป็นบุฟเฟต์ หรือโต๊ะจีน ส่วนถ้าเป็นการจัดเลี้ยงในช่วงกลางวัน ใช้เวลาในการจัดเลี้ยงไม่นานก็ควรจะเป็นการเลี้ยงค็อกเทล แต่ถ้าเป็นการจัดเลี้ยงสำหรับแขกผู้ใหญ่ควรจะเป็นการจัดเลี้ยงในรูปแบบของ Banquet

3. กำหนดงบประมาณ

การจัดเลี้ยงทุกรูปแบบนั้นจำเป็นที่จะต้องใช้เงินเป็นสิ่งขับเคลื่อนให้การจัดเลี้ยงนั้นเกิดขึ้นมาได้ และดำเนินการไปได้อย่างสมบูรณ์ โดยการจัดเลี้ยงที่ทางเจ้าภาพมีความต้องการที่จะใช้บริการ Catering นั้นการเตรียมงบประมาณให้เพียงพอยิ่งมีความสำคัญมาก โดยค่าบริการในส่วนนี้อาจจะมากถึง 50% ของงบประมาณในการจัดงานทั้งหมดเลยทีเดียว ซึ่งค่าใช้จ่ายในเรื่องของ Catering นั้นจะขึ้นอยู่กับรูปแบบของการจัดเลี้ยง ชนิดของอาหาร และจำนวนผู้ที่มาร่วมงานนั่นเอง 

ซึ่งการเลือกใช้บริการ Catering นั้นทางเจ้าภาพควรมีการศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับผู้ให้บริการ รวมไปถึงควรติดต่อกับผู้ให้บริการหลายๆ รายเพื่อสอบถามในเรื่องของราคา รวมไปถึงรายละเอียดของการจัดเลี้ยงในรูปแบบต่างๆ ภายใต้งบประมาณที่ได้กำหนดไว้ เพื่อนำรายละเอียดของผู้ให้บริการแต่ละรายมาเปรียบเทียบกัน เพื่อเลือกผู้ให้บริการ Catering ที่มีความเหมาะสมมากที่สุดนั่นเอง  

สำหรับเรื่องของงบประมาณนั้นทางเจ้าภาพไม่ควรเน้นไปที่ Catering ราคาถูกเท่านั้น ควรมองในเรื่องคุณภาพของหารให้บริการ ความสะอาด รสชาติอาหาร ซึ่งอาจจะเป็น Catering ที่มีราคาสูงขึ้นมาเล็กน้อย แต่มีคุณภาพที่ดีกว่า

4. ต้องนัดพบด้วยตัวเองก่อน

เมื่อทางเจ้าภาพสามารถเลือกผู้ให้บริการ Catering ที่คิดว่าเหมาะสมกับรูปแบบของการที่ต้องการจะจัดแล้วนั้น สิ่งที่ทางเจ้าภาพควรทำคือการพบกับผู้ให้บริการ Catering ด้วยตัวเอง ซึ่งการพบกันในครั้งแรกนั้นไม่จำเป็นที่จะต้องรีบตัดสินใจใช้บริการ เพราะเป็นการพบกันเพื่อประเมินถึงความเป็นไปได้ในการเลือกใช้บริการ ซึ่งจะต้องพิจารณาในหลายๆ ประเด็น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความกระตือรือร้นที่จะให้บริการ ประวัติการจัดงานที่ผ่านมา รวมไปถึงการดูเมนูอาหารต่างๆ ของผู้ให้บริการ Catering นั่นเอง 

ซึ่งทางเลือกที่ดีของเจ้าภาพนั้นควรที่เลือกผู้ให้บริการ Catering ประมาณ 2 – 3 ราย ซึ่งการที่มีตัวเลือกนั้นจะทำให้ทางเจ้าภาพสามารถเลือกผู้ให้บริการที่เหมาะสมที่สุดกับรูปแบบงานที่ต้องการจะขัด รวมไปถึงงบประมาณที่ตั้งไว้ได้ดีกว่าการที่มีตัวเลือกของผู้ให้บริการ Catering เพียงรายเดียว

5. ทดลองชิมอาหาร

สิ่งที่เป็นเชิดหน้าชูตาของการจัดเลี้ยงคืออาหารภายในงาน ซึ่งเจ้าภาพทุกคนต่างมีความมุ่งหวังให้อาหารที่ตนเองเลือกมารับรองจะสร้างความประทับใจให้กับผู้ที่มาร่วมงานได้ ซึ่งการที่จะทำให้อาหารที่เลือกมานั้นสร้างความประทับใจให้กับผู้ที่มาร่วมงานได้คือการที่เจ้าภาพได้คัดเลือก และทดลองชิมอาหารในเมนูต่างๆ ด้วยตัวเอง เพราะถ้าอาหารที่จัดไว้ในงานนั้นมีมาตรฐานตามที่เจ้าภาพต้องการ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของคุณภาพ หรือรสชาติ เจ้าภาพก็จะสามารถมั่นใจได้ว่าอาหารเหล่านั้นย่อมเป็นที่พึงพอใจของผู้ที่มาร่วมงาน  

การทดลองชิมอาหารก่อนที่จะเลือกใช้บริการ หรือเลือกเมนูเหล่านั้นมาใช้ภายในงานเป็นเรื่องสำคัญ เพราะเป็นการที่เจ้าภาพจะได้ทดสอบในเรื่องคุณภาพ และรสชาติของอาหารด้วยตัวเอง ก่อนที่จะตัดสินใจนำมาใช้รับรองภายในงาน ซึ่งทำให้เจ้าภาพสามารถตัดสินใจที่จะปรับปรุง หรือเปลี่ยนแปลงเมนูต่างๆ ซึ่งอาจจะไม่ตรงกับความต้องการของเจ้าภาพได้ก่อนที่จะเริ่มงานนั่นเอง

6. ควรได้ดูการทำงานจริง

สำหรับเจ้าภาพที่เลือกผู้ให้บริการ Catering ได้แล้วนั้น อีกหนึ่งสิ่งที่ควรทำคือการออกไปดูว่าการให้บริการในงานเลี้ยงจริงๆ ของผู้ให้บริการที่เลือกไว้นั้นเป็นอย่างไร โดยสอบถามผู้ให้บริการว่าในระยะเวลาใกล้ๆ นั้นมีการออกไปให้บริการที่งานไหนบ้าง และจะขอไปดูการทำงานด้วย ซึ่งผู้ให้บริการส่วนมากจะยินดีที่ให้ไปดูการทำงานจริง เพราะจะเป็นการเพิ่มความมั่นใจให้กับทางผู้ที่จะเลือกใช้บริการนั่นเอง 

ซึ่งเมื่อทางเจ้าภาพได้ไปดูการให้บริการในระหว่างที่มีการจัดงานจริงของผู้ให้บริการ Catering แล้วนั้น ทางเจ้าภาพจะสามารถเห็นได้เลยว่าการให้บริการของผู้ให้บริการรายนั้นมีคุณภาพมาก / น้อยขนาดไหน อาหารที่นำมาเสิร์ฟในงานนั้นมีคุณภาพตรงกับอาหารตัวอย่างหรือไม่ ซึ่งเรื่องเหล่านี้ทางเจ้าภาพสามารถนำมาพิจารณาเพื่อตัดสินใจเลือกใช้บริการ หรือให้ทางผู้ให้บริการปรับปรุงในเรื่องต่างๆ ก่อนที่จะถึงงานของตัวเอง

7. ต้องทำสัญญาให้รัดกุม

เมื่อตัดสินใจได้แล้วว่าจะเลือกผู้ให้บริการ Catering รายไหนมาเป็นคนจัดการในเรื่องอาหารสำหรับงานเลี้ยงที่กำลังจะจัดขึ้นแล้วนั้น ขั้นตอนต่อมาที่ทางเจ้าภาพจำเป็นที่จะต้องทำคือเรื่องของการทำสัญญาจ้างนั่นเอง เพราะว่าการทำสัญญานั้นจะเป็นข้อตกลงที่ผูกมัดทั้งสองฝ่ายไว้ด้วยกัน ซึ่งทางเจ้าภาพจำเป็นต้องใส่ใจในเรื่องเงื่อนไขต่างๆ ของสัญญาด้วย 

รายละเอียดที่สำคัญภายในสัญญานั้นนอกจากจะเป็นเรื่องวัน / เวลา สถานที่ ประเภทของอาหารที่ได้ตกลงกันไว้แล้วนั้น ยังมีเรื่องอื่นๆ ที่เจ้าภาพต้องสนใจในรายละเอียดภายในสัญญาอีก ไม่ว่าจะเป็น การเตรียมอาหารสำรองเผื่อไว้ถ้ามีผู้มาร่วมจำนวนมากกว่าที่ได้ตกลงกัน การเปลี่ยนแปลงรายการก่อนที่จะมีงานว่าสามารถเปลี่ยนได้ก่อนงานในระยะเวลากี่วัน รวมไปถึงเรื่องของการชดใช้ในเรื่องต่างๆ อย่างเช่นการที่เจ้าภาพขอยกเลิกงาน หรือทางผู้ให้บริการไม่สามารถให้บริการได้ตามที่ตกลงกันไว้เป็นต้น

จะเห็นได้ว่าการเลือกใช้บริการ Catering นั้นมีรายละเอียดหลายๆ เรื่องที่ทางเจ้าภาพไม่ควรมองข้าม เพราะรายละเอียดเหล่านั้นคือรายละเอียดที่จะช่วยให้เจ้าภาพเลือกผู้ให้บริการจัดเลี้ยงที่มีคุณภาพ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของราคา และเรื่องของการบริการ ซึ่ง “7 เทคนิคการเลือก Catering ให้เหมาะกับงานของคุณ” ที่ได้แนะนำไว้ในบทความนี้ เชื่อว่าจะเป็นประโยชน์สำหรับผู้ที่ต้องการใช้บริการจัดเลี้ยงได้เป็นอย่างดี 

สอบถามรายละเอียดที่นี่